วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การประกันความสูญเสียข้อมูล (Fault tolerance)

Fault Tolerant Network

Fault Tolerant Network คืออะไร ?
   Fault Tolerant Network เป็นการป้องกันความล้มเหลวของระบบเครือข่าย (Network) หรือก็คือ ขีดความสามารถของเครือข่ายในการกู้สถานการณ์จากปัญหาหลายประการ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากผู้ใช้แต่ละคน หน่วยงานแต่ละแห่ง สาขา หรือองค์กรที่กระจายกันออกไป

ทำไมต้องมี Fault Tolerant Network ?
   เนื่องจากในปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ดังนั้นในองค์กรจึงมีการนำระบบเครือข่ายเข้ามาใช้ เพื่อทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบป้องกันที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล  และการป้องกันหรือหาทางแก้ไขเมื่อเครือข่ายเกิด Break down ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอของการใช้ระบบเครือข่าย

%  การรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลและการป้องกันการบุกรุก
 เราสามารถป้องกันได้ในระดับพื้นฐานและในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น รวมถึงความสามารถของผู้ที่บุกรุกเข้ามาในระบบก็เพิ่มมากขึ้น การป้องกันในระดับพื้นฐานจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลความปลอดภัย ได้แก่ การรักษาความลับของข้อมูล (Data Privacy) การรับรองตนเอง (Authentication) และความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity) ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำวิธีการและเทคนิคหลายอย่างในการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลในระบบเครือข่าย ดังต่อไปนี้
{              รหัสผ่าน (Password) เป็นวิธีรักษาความปลอดภัยที่ใช้กันมานาน เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่สามารถตรวจสอบการใช้งานระบบเครือข่ายของแต่ละคนได้อย่างทั่วถึง ข้อเสียของวิธีนี้คือ ผู้บุกรุก (Hacker) สามารถเดาได้อย่างง่ายดาย และความไม่สะดวกในการบริหารการใช้รหัสผ่านในกรณีที่มีผู้ใช้งานในระบบเป็นจำนวนมากขึ้น
{              การเข้ารหัส (Encryption) เป็นการรักษาข้อมูลที่ถูกส่งไปบนเครือข่ายสาธารณะ (Public Network) ซึ่งแบ่งเป็นสองชนิดคือ
(1)      ระบบการเข้ารหัสแบบ Secret Key หรือเรียกว่า Symmetric key algorithm การเข้าถึงจะใช้คีย์เพียงอันเดียวในการเข้ารหัสก่อนที่จะถูกส่งออกไป และเมื่อถึงปลายทางก็จะใช้คีย์อันเดียวกันสำหรับการถอดรหัส ประโยชน์ของการเข้ารหัสแบบนี้คือ การใช้การคำนวณที่น้อยกว่า ทำให้การทำงานเร็วกว่า ซึ่งจะใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ข้อเสียก็คือ คีย์ที่จะใช้เพื่อถอดรหัสจะถูกส่งออกไปนอกเครือข่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงว่าจะมีใครเก็บคีย์ไปใช้เพื่อถอดรหัส
(2)      การเข้ารหัสแบบ Public Key System หรืออาจเรียกว่า Asymmetric Key Algorithm การถอดรหัสจะมีคีย์อยู่สองอันคือ Private Key ซึ่งจะเก็บไว้กับตัวเราอยู่เสมอ และ Public Key จะใช้เพื่อเข้ารหัส  ประโยชน์ของการเข้ารหัสแบบนี้ คือ คีย์ที่ใช้ในการถอดรหัสจะไม่ถูกส่งออกไปในเครือข่ายสาธารณะ แต่จะถูกเก็บไว้ที่เจ้าของตลอดเวลา ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นความลับ แต่ข้อเสียคือ การทำงานที่ซับซ้อนทำให้เสียเวลาคอยนาน
{       ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) เป็นกลไกที่ช่วยในการพิสูจน์ที่มาของข้อมูลและช่วยรับรองข้อมูลที่ส่งออกไป ประโยชน์ของวิธีนี้ คือ ข้อมูลได้รับการรับรอง (Authenticated) แต่ข้อเสียก็คือ ข้อมูลไม่เป็นความลับ (Privacy)
{       การใช้ฟังก์ชันแฮช (HASH Function) เป็นกลไกในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data integrity) ว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือแก้ไขใดๆ มักจะใช้เฉพาะในงานด้านรักษาความปลอดภัยให้ข้อมูลเท่านั้น ประโยชน์ของวิธีนี้คือ เป็นการตรวจสอบที่สมบูรณ์และประหยัดเวลา

%  การป้องกันหรือหาทางแก้ไขเมื่อเครือข่ายเกิด Break down
            สาเหตุของปัญหาที่ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ เกิดจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ตัวอย่างของปัจจัยภายนอก เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม  ไฟดับ หรือไฟกระชาก เป็นต้น และตัวอย่างของปัจจัยภายใน เช่น อุณหภูมิในที่ทำงานร้อนเกินไป ทำให้อุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูลเสียได้ ตัวจ่ายไฟไม่ทำงานเพราะแบตเตอรี่ล้มเหลว ความล้มเหลวของฮาร์ดดิสก์
            ระบบป้องกันความล้มเหลวของเซิร์ฟเวอร์แบ่งออกได้เป็น
1)           ระบบ Fault Tolerance จะเป็นไฮเอนด์ในแง่ของราคา และถูกออกแบบมาให้ขีดความสามารถในการทำงานของเครือข่ายที่ต่อเนื่อง มีส่วนประกอบที่ซ้ำๆกันอยู่ในระบบย่อยทุกๆระบบในกล่อง
2)           ระบบ Availability จะมีราคาถูกกว่าระบบ Fault Tolerance จะมีขีดความสามารถในการทำงานได้บนเครือข่าย 99.5 – 99.9 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด

ระบบ Fault Tolerant Network
จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในระบบที่ทำงานได้ตลอดเวลาทำให้องค์กรต่างๆต้องคิดถึงระบบที่คงทนต่อความล้มเหลว (Fault Tolerance) ซึ่งเป็นระบบป้องกันการล้มเหลวของระบบเครือข่าย ซึ่งในระบบเครือข่ายหนึ่งๆ จะต้องมีการออกแบบระบบป้องกันความล้มเหลวไว้ด้วย เพื่อเอาไว้ใช้ในเวลาที่จะต้องปกป้อง PC Server Application ข้อมูลหรือการติดต่อสื่อสารอื่นๆ สิ่งสำคัญในการออกแบบ คือต้องรู้ว่า เกิดปัญหาอะไร และจึงไปแก้ตรงจุดนั้นๆ เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลและการติดต่อสื่อสารเริ่มทวีความสำคัญเพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรต้องเทียบค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อทำให้ระบบสามารถใช้งานได้ กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียในการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร
สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าใจการออกแบบระบบป้องกันการล้มเหลวและวางแผนรับมือกับหายนะ ก็คือการรู้ว่าความล้มเหลวแบบไหนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเครือข่ายขององค์กรมากที่สุด หมายความว่า ต้องประเมินก่อนว่า กระบวนการในการประมวลผลและการติดต่อสื่อสารแบบไหน ที่เป็นพื้นฐานของธุรกิจ การสูญเสียความสามารถในการทำงาน ได้มากในระดับใดที่องค์กรสามารถรับได้
การสร้างระบบ Fault Tolerance จะต้องประเมินด้วยว่าระบบจะสามารถทนการดำเนินงานไม่ได้นานที่สุดเท่าใด ทั้งนี้ความพยายามในการทำให้ระบบสามารถทำงานได้ตลอดเวลา เริ่มมีมากขึ้น เมื่อระบบเหล่านั้นประยุกต์เข้ามาเป็นกระบวนการทั้งหมดของธุรกิจ ไม่เพียงแค่เลือกส่วนประกอบในเครือข่ายอย่างรอบคอบเท่านั้น ระบบความป้องกันความล้มเหลวแบบ RAID มีบทบาทในระบบที่ไม่ได้เป็นในระบบหลัก และเพื่อความสะดวกเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน การลงทุนในอุปกรณ์ที่เป็นศูนย์กลางการทำงานจะเปล่าประโยชน์ได้ ถ้าระบบปลายทางไม่สามารถติดต่อกับระบบเหล่านี้ได้
ผลิตภัณฑ์ที่มีเสถียรภาพสูง และผลิตภัณฑ์ที่เป็น Fault Tolerance จะประกอบด้วยส่วนผสมเทคโนโลยีของระบบเปิด และระบบที่หลากหลาย โดยที่ไม่จำเป็นที่ Server ที่มีขีดความสามารถในการทำงานสูง จะต้องใช้ CPU Pentium ของ Intel และไม่จำเป็นที่ระบบที่คงทนต่อความล้มเหลวจะต้องใช้เทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง
ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับระบบที่มีความคงทนต่อความล้มเหลวสูงอื่นๆที่กระจายไปในวงกว้าง ซึ่งคิดว่าระบบล้มเหลวได้ยาก เรื่องนี้ไม่เป็นจริง บั๊กสามารถทำให้ระบบดาวน์ได้ ถึงแม้ว่า ฮาร์ดแวร์จะยังคงทำงานก็ตาม แสดงให้เห็นว่า Server ที่มีความคงทนต่อความล้มเหลวไม่ได้ทนทานต่อ Application บั๊ก และมีโอกาสที่จะเกิดบั๊กทำลายระบบได้
Server ที่มีเสถียรภาพในทุกวันนี้ยังคงมีปัญหาบางอย่าง ระบบจะมีชีวิตอยู่ได้ ถ้า CPU หรือ ฮาร์ดแวร์ล้มเหลว แต่ถ้าระบบปฏิบัติการหรือ Application ล่ม หรือถ้าความล้มเหลวตรวจพบในซอฟต์แวร์ที่ใช้กู้ข้อมูล ระบบจะดาวน์ได้
COMMENT: 
            จากการศึกษาเรื่องที่ได้นำเสนอไปข้างต้น ไม่ได้เจาะลึกไปในเรื่องของการปฏิบัติจริง เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนจึงนำเสนอแต่ในระดับเบื้องต้น เพื่อให้รู้และเข้าใจถึง Fault Tolerant Network ว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญต่อธุรกิจในปัจจุบันอย่างไร
            ในปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันสูง ข้อมูลจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นต้องเก็บรักษารวมทั้งป้องกันการสูญเสียข้อมูล และในจุดนี้เองที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาความสามารถในการดำเนินธุรกิจ เรื่องหนึ่งที่ถือว่ามีความสำคัญก็คือการป้องกันความล้มเหลวที่เกิดจากการทำงานของเครือข่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของระบบทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อการเงิน ผู้บริหารจึงควรลดการขาดแคลนให้น้อยที่สุด คือลดเวลาของความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ซึ่งได้มีการนำระบบ Fault Tolerant Network ที่มีความสามารถในการทำงานได้สูง และคงทนต่อความล้มเหลวเข้ามาใช้ 
            ในการที่เราจะนำระบบป้องกันความล้มเหลวเข้ามาใช้ต้องเปรียบเทียบต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการนำระบบมาใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเสียหายเมื่อระบบล้มเหลว ซึ่งมี 2 ระบบ ให้เลือก คือ Availability และ Fault Tolerance ซึ่งมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ตามแต่ความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ
                       

แหล่งที่มาของข้อมูล
            http://www.uih.co.th
            http://www.arip.co.th

            http://www.cnet.net.th